Sunday, March 25, 2007

การเข้ารับอิสลามหรือการเป็นมุสลิม.


การเข้ารับอิสลามหรือการเป็นมุสลิม.

ตามหลักการอิสลามมุสลิมก็คือผู้ที่เชื่อในอัลลอฮ์ ว่าเป็นพระเจ้าที่แท้จริงแต่เพียงพระองค์เดียวและปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์ในทุกอย่างก้าวของชีวิตจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย การเป็นมุสลิมมิใช่เรื่องยากหากใครก็ตามเชื่อในอัลลอฮ์ และยอมที่จะปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของพระองค์และต้องการเข้ารับอิสลามเขาจะต้องปฏิบัติดังนี้

ปฏิญาณตนเข้ารับอิสลามว่า :-
อัชฮะดุ อันลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮ. วะอัชฮะดุอันนะ มุฮัมมะดัร. รอซูลุลลอฮ.
ซึ่งมีความหมายว่า “ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรแก่การเคารพบูชานอกจากอัลลอฮ์. และฉันขอปฏิญาณว่ามุฮัมมัด เป็นศาสนทูตของพระองค์”
การปฏิญาณตนนี้ควรที่จะกระทำต่อหน้าผู้รู้เห็นเป็นพยานที่เป็นชายอย่างน้อย 2 คน ทั้งนี้เพื่อที่จะได้มีพยานยืนยันการเข้ารับอิสลามของตนเอง ทันทีที่ประกาศเข้ารับอิสลาม อัลลอฮ์.จะอภัยบาปที่ผ่านมาให้แก่เขา และจะเริ่มต้นคิดบัญชีบาปบุณคุณโทษกันใหม่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป

เมื่อปฏิญาณตนดังกล่าวข้างต้นแล้ว เขาจะต้องอาบน้ำชำระร่างกายเนื่องในการเข้ารับอิสลามตามขั้นตอนดังนี้ :-
ตั้งเจตนาว่า “ข้าพเจ้าอาบน้ำชำระล้างร่างกายเนื่องในการเข้ารับอิสลามเพื่ออัลลอฮ์ ”
กล่าวคำว่า “บิสมิลลาฮิรเราะฮ.มา นิร.เราะฮีม” (แปลว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮ์. ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ”)
ล้างมือทั้งสองข้าง 3 ครั้ง
บ้วนปากและล้างรูจมูก 3 ครั้ง
ล้างใบหน้าทั่วตั้งแต่ตีนผมจนถึงใบหูและปลายคาง 3 ครั้ง
ล้างแขนทั้งสองข้างจนพ้นข้อศอกข้างละ 3 ครั้งโดยล้างข้างขวาก่อน
เอามือที่เปียกน้ำลูบศรีษะจากด้านหน้าไปด้านหลังแล้วย้อนกลับมาด้านหน้าอีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วให้เช็ดใบหูด้านนอกด้วยนิ้วหัวแม่มือและเช็ดใบหูด้านในด้วยนิ้วชี้ 1 ครั้ง ถือเป็นใช้ได้
อาบน้ำให้ร่างกายตั้งแต่ผมจรดปลายเท้าจนแน่ใจว่าทุกส่วนของร่างกายได้รับการชำระล้างหมดจดแล้ว
เอาน้ำล้างเท้าถึงเลยตาตุ่มขึ้นมาข้างละ 3 ครั้ง โดยเริ่มจากข้างขวาก่อน เป็นอันเสร็จสิ้น

หมายเหตุ
สำหรับชายให้แพทย์ขลิบหนังปลายอวัยวะเพศ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าเข้าสุนัต จะทำก่อนการปฏิญาณตนก็ได้
มีชื่อมุสลิมโดยจะตั้งเองหรือให้ใครตั้งก็ได้
เมื่อเป็นมุสลิมแล้วให้ศึกษาคำสั่งของอัลลอฮ์.และคำสอนของท่านนบีมุฮัมมัด และปฏิบัติไปตามนั้น
บรรจง บินกาซัน : เขียน คัดลอกจาก: Thaiislamic.com


รักไม่มีพรมแดนแต่รักต้องมีศาสนา.


รักไม่มีพรมแดนแต่รักต้องมีศาสนา.
หลายคนสงสัยว่าทำไมอิสลามถึงใจแคบไม่ยอมให้มุสลิมแต่งงานกับคนนอกศาสนาหรือทำไมมุสลิมจึงต้องเอาศาสนามาเป็นพรมแดนแห่งความรักทั้ง ๆที่ความรักนั้นไม่มีพรมแดน อาจจะจริงที่ความรักนั้นไม่มีพรมแดนและอิสลามก็ยอมรับในเรื่องของความรักเพราะความรักนี้เป็นสัญชาตญาณที่อัลลอฮ์ ประทานให้แก่มนุษย์และจากความรักนี้เองที่ก่อให้เกิดหลายสิ่งหลายอย่างตามมาเช่น ความรักที่แม่มีต่อลูกทำให้แม่คอยปกป้องเลี้ยงดูและยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อลูกความรักชาติก็อาจทำให้คนบางคนยอมพลีชีวิตของตนเพื่อปกป้องมาตุภูมิของตนและความรักระหว่างหนุ่มสาวก่อให้เกิดสถาบันครอบครัวเป็นต้น แต่ในความรักนั้นก็ต้องมีขอบเขตแห่งความพอดี เพราะหากความรักเกินขอบเขตแล้วตามใจลูกทุกอย่างก็จะทำให้ลูกเสียคนหรือถ้าหากรักชาติมากเกินไปก็จะกลายเป็นคนคลั่งชาติที่คิดว่าชาติของตนดีกว่าชาติอื่นต่อไปเป็นต้น ดังนั้นความรักจึงต้องมีขอบเขตแห่งความพอดี
ความรักฉันหนุ่มสาวก็เช่นกันหากความรักนั้นเกินพอดีความรักนั้นก็จะทำให้คนตาบอดหรือกลายเป็นโคถึกไปด้วยเหตุนี้อิสลามจึงได้กำหนดขอบเขตว่าหญิงและชายมุสลิมจะต้องไม่แต่งงานกับผู้ที่ไม่ศรัทธาหรือจนกว่าเขาจะศรัทธาเสียก่อน
ทำไม ?

คำตอบก็คืออิสลามสนับสนุนการแต่งงานเพราะถือว่าการแต่งงานเป็นการเริ่มต้นชีวิตครอบครัวซึ่งเป็นอิฐก้อนแรกของสังคมและอิสลามก็ต้องการที่จะรักษาก้อนอิฐทุกก้อนไว้ไม่ให้แตกสลายทั้งนี้เพื่อที่สังคมจะได้ไม่พังทลายลงมาดังนั้นมาตรการหนึ่งที่จะรักษาก้อนอิฐแห่งสังคมไว้ก็คือการวางเงื่อนไขให้ชายและหญิงมุสลิมแต่งงานกับคนที่มีความศรัทธาเหมือนกันทั้งนี้เพื่อที่จะป้องกันความแตกต่างแยกที่จะติดตามมาจากความคิดความเชื่อและการปฏิบัติที่แตกต่างกันในการดำรงชีวิตประจำวัน

ลองคิดดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นในครอบครัวถ้าหากสามีกินหมูในขณะที่ภรรยาไม่กินสามีกราบไหว้รูปปั้นบูชาหลากชนิดในขณะที่ภรรยานับถือพระเจ้าองค์เดียวในเดือนรอมฎอนขณะที่ภรรยาถือศีลอดสามีกลับกินเหล้าสูบบุหรี่แต่เมื่อสามีตายญาติสามีจะเอาศพไปเผาในขณะที่ภรรยาคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรและอื่น ๆ อีกมากมายแน่นอนท่ามกลางความขัดแย้งนี้ ลูกซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่ก็จะต้องได้รับการกระทบกระเทือนทั้งทางด้านความคิดและจิตใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หากจะพูดไปแล้วแทบจะร้อยทั้งร้อยชีวิตครอบครัวที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งนี้ไม่สามารถที่จะดำเนินไปได้ตลอดรอดฝั่งและมักจะจบลงด้วยการที่ต่างฝ่ายต่างต้องแยกทางกัน

ในอิสลามชีวิตมิได้จบแค่บนโลกนี้แต่ความตายเป็นเพียงการเริ่มต้นชีวิตจริงที่ถาวรหัวหน้าครอบครัวนอกจากจะมีหน้าที่เลี้ยงดูครอบครัวแล้วยังมีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องตัวเองและครอบครัวให้พ้นจากไฟนรกการแต่งงานในทัศนะของอิสลามคือการผูกพันชีวิตชายหญิงคู่หนึ่งเข้าด้วยกันเหมือนกับการผูกเส้นด้ายสองเส้นเข้าด้วยกันและไม่มีการผูกพันอันใดที่จะเหนียวแน่นไปกว่าการผูกพันด้วยความศรัทธาอันเดียวกัน เมื่อเป็นดังนี้ไม่ว่าจะถูกลมมรสุมแห่งชีวิตพัดกระหน่ำรุนแรงเท่าใดหากทั้งสองฝ่ายมีความศรัทธาผูกพันอย่างเหนียวแน่นแล้วชีวิตคู่ของคนทั้งสองก็จะไม่แยกขาดออกจากกันไม่ว่าจะถูกลมมรสุมพัดไปที่ไหนก็ตาม
อันที่จริงสำหรับอิสลามหากมีศรัทธาในศาสนาที่เหมือนกันแล้วพรมแดนแห่งเผ่าพันธุ์ ตระกูลหรือฐานะต่างหากที่ไม่มีเพราะอิสลามส่งเสริมให้มุสลิมแต่งงานกับคนต่างเผ่าต่างตระกูลหรือกับคนที่ไกลออกไปทั้งนี้เพื่อที่การแต่งงานจะได้กลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้มนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์หรือต่างตระกูลมีความใกล้ชิดกัน


บรรจง บินกาซัน : เขียน คัดลอกจาก: Thaiislamic.com

ลักษณะทั่วไปของอิสลาม.



1. อิสลาม ไม่ใช่ศาสนาที่เกิดใหม่ แต่เป็นศาสนาที่ต่อเนื่องมาจากศาสนาก่อน ๆ
2. นับถือยกย่องศาสดาทั้งหลายทุก ๆ คนที่มาก่อนศาสดามุฮัมมัด
3. เป็นศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวคืออัลลอฮ
4. อำนาจทางกฎหมายหรือธรรมนูญสูงสุดมาจากพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว เพราะฉะนั้นจึงไม่มีบุคคลกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดที่จะได้รับผลประโยชน์จากกฎหมายนั้น ผลประโยชน์ทั้งหลายจะต้องตกอยู่กับประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้อ่อนแอ หรือผู้ที่ยากไร้
5. เป็นศาสนาแห่งสันติภาพ เพราะอิสลามแปลว่า สันติ
6. มีการศรัทธา และมีการปฎิบัติควบคู่กันไป
7. ในเรื่องศาสนกิจแล้ว ไม่มีผู้ใดได้รับสิทธิพิเศษจากพระผู้เป็นเจ้า นอกจากผู้ที่อ่อนแอ
8. เป็นระบอบการปกครองและเป็นธรรมนูญแห่งชีวิต
9. ไม่มีนักบวช นักพรต และสมณะศักดิ์และชนชั้น
10. ทุกๆ คน ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ และให้เกียรติแก่ผู้ใช้แรงงาน
11. ข้อห้ามมีบทลงโทษ เช่น ผู้ที่ดื่มสุราจะได้รับการถูกเฆี่ยน 80 ครั้ง และผู้ที่ผิดประเวณีจะได้รับการถูกเฆี่ยน 100 ครั้ง ผู้ที่ขโมยโดยสันดานจะถูกตัดมือ
12. สตรีมีสิทธิเท่าเทียมชาย แต่มีหน้าที่แตกต่างกัน และสตรีทุกคนได้รับการตอบแทนตามผลงานที่ตัวเองได้ขวนขวายไว้อย่างเท่าเทียมกัน
13. พฤติกรรม หรือผลงานของมนุษย์จะเป็นเครื่องตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงรัก
14. อิสลามสอนให้มนุษย์มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ประนามการสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย
15. การเริ่มศักราชใหม่หรือวันปีใหม่ของอิสลาม ไม่ได้นำวันเกิด และวันสิ้นชีวิตของศาสดาหรือวันอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวของศาสดามากำหนดวันขึ้นปีใหม่ แต่วันปีใหม่ได้กำหนดเอาจากเหตุการณ์ของการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัดและประชาชน อพยพจากสภาพที่เลวร้ายไปสู่สภาพที่ดีกว่า ( จากเมืองมักกะฮไปยังเมืองมดีนะฮ )
16. ทุก ๆ คนเกิดมาบริสุทธิ์ไม่มีมลทินหรือบาปติดตัวมา ดังนั้นจึงไม่มีพิธีล้างบาปในอิสลาม
17. ในอิสลามไม่มีการกำหนดวันหมดอายุความของคดีใด ๆ ของผู้กระทำความผิด ผู้กระทำผิดจะพ้นผิดไปได้ก็ต่อเมื่อได้รับการตัดสินหรือมีการตกลงกันระหว่างคู่กรณี หรือมีการชดใช้ค่าเสียหาย เช่น ฆาตรกรที่มีเจตนา จะพ้นผิดไปได้ก็ต่อเมื่อได้รับการตัดสิน ไม่ใช่หลบหนีไป 20 ปี แล้วถือว่าหมดอายุความ หรือพ้นผิด ซึ่งกรณีเช่นนี้ไม่มีความยุติธรรม
18. ความโง่เขลา ความฉลาด ความรวยความจน ความทุกข์ยากทรมานต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นกับคนใดคนหนึ่งนั้น มิใช่เกิดขึ้นโดยพระผู้เป็นเจ้าทรงหยิบยื่นให้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะผู้ปกครองมิได้สนใจ และขาดความรับผิดชอบต่อประชาชน
19. ความดี ความเลวของมนุษย์มิได้เกิดขึ้นโดยสันดานแต่เกิดขึ้นเพราะสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นตัวกำหนด แต่ก็ไม่ได้เป็นกฎเกณฑ์เสมอไป แต่ส่วนมาก มักจะเป็นเช่นนั้น
20. อิสลามไม่ได้แยกการเมืองออกจากศาสนา เพราะศาสนาและการเมืองนั้นเป็นเนื้อเดียวกัน
21. ทุก ๆ อิริยาบถหรือความนึกคิดต่าง ๆ ที่จะต้องดำเนินไปตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย และตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอนอิสลามได้มีคำสอนไว้หมดแล้ว
22. ความดีความชั่วของมนุษย์ ไม่ได้เกิดขึ้นจากกรรมพันธุ์ เพราะฉะนั้นจึงถ่ายทอดให้กันไม่ได้
23. ในอิสลามไม่มีผู้วิเศษและไม่ได้ตั้งบุคคลใดให้เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า มนุษย์ทุก ๆ คนไม่ว่าจะมีสภาพฐานะยากจน และจะมาจากชนชั้นใดก็ตาม ก็มีสิทธิที่จะเข้าหาวิงวอนร้องขอต่อพระผู้เป็นเจ้าได้ โดยมิต้องจ้างวานหรือให้กำนัลแก่ผู้ใด เพื่อที่จะให้เขามาเป็นสื่อตัวแทนให้
24. เนื่องจากอิสลามไม่มีระบบพระ ไม่มีระบบสงฆ์ ไม่มีสามเณร ไม่มีชี ไม่มีนักบวช นักพรต ไม่มียศไม่มีตำแหน่ง ไม่มีการล้างบาป เพราะฉะนั้น มุสลิมทุกๆ คนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายระเบียบข้อบังคับของศาสนาเหมือนกันหมด ยกเว้นเด็กผู้เสียสติ ผู้อ่อนแอ
25. ในอิสลามไม่มีเครื่องแบบ หรือแบบฟอร์มสำหรับสวมใส่
26. เน้นเรื่องประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก
27. คนที่ดีที่สุดในทรรศนะอิสลามนั้นไม่ใช่คนชาติอรับ แต่จะเป็นคนชาติใดก็ได้ที่มีความยำเกรงอัลลอฮ คือ คน ๆ นั้น เป็นคนที่มีจริยธรรม และคุณธรรมอันสูงส่ง
28. ในศาสนาอิสลามถือว่า การเสพสิ่งมึนเมา การเล่นการพนัน การประพฤติผิดในกาม การขโมยนั้น มีความผิดมากกว่าการกินเนื้อหมู
29. อิสลามสอนให้มนุษย์เป็นมือบนมิใช่มือล่าง (เป็นผู้ให้มิใช่เป็นผู้แบมือรับ)

คัดลอกจาก: Thaiislamic.com

อิสลาม : ศาสนาแห่งสันติภาพ.



อิสลาม : ศาสนาแห่งสันติภาพ.
1.สันติภาพเป็นคำสอนและอุดมการณ์ของอิสลาม
ในทัศนะของอิสลาม คำว่า สันติภาพไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในสายตาของมุสลิม มันเป็นสิ่งที่ถูกฝังแน่นและซึมลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ เลือดเนื้อและชีวิตของมุสลิม “สันติภาพ” เป็นคำสอนและอุดมการณ์ที่ได้กลายเป็นความเชื่อมั่นศรัทธาประการหนึ่งของมุสลิม นับตั้งแต่รุ่งอรุณแห่งอิสลามเป็นต้นมา
อิสลามได้ดำเนินบทบาทในการแผ่ขยายคำว่า “สลาม” แปลว่า “สันติ” ให้ขจรขจายไปทั่วทุกมุมโลก ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า คำนี้ เป็นเป้าหมายสำคัญของชีวิตมนุษย์ นั่นก็คือ ความสงบสุขอย่างแท้จริงทั้งในโลกนี้และปรโลก

2.”สลาม” หรือ “สันติ” คำที่ถูกกล่าวถึงมากในอิสลาม
หนึ่งในคุณลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์และความโดดเด่นของอิสลาม ก็คือ การให้ความสำคัญ กับ คำว่า “สลาม” ซึ่งมีความหมายว่า “สงบ สันติ ผ่องแผ้ว ปลอดภัยและมีความผาสุข” คำนี้จะถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งในอัล-กุรอานและหะดีษ ในทุกบริบทและมิติ หนึ่งในพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงทรงประทานศาสนานี้ ก็คือ “อัส-สลาม” หมายถึง ผู้ทรงให้ความปลอดภัย เพราะ พระองค์ประสงค์จะให้เกิดความปลอดภัย ความสุขและสงบผ่องแผ้วแก่จิใจมวลมนุษยชาติทั้งหลาย โดยการประทานศาสนบัญญัติอันบริสุทธิ์ ให้มวลมนุษย์ได้ยึดถือและปฏิบัติ
ดังนั้น ผู้ที่ชูธงศาสนานี้ ไม่ว่าจะเป็นมุสลิม อุลามาอ์ (ผู้รู้) นักดะวะฮ (นักเผยแผ่ศาสนา) นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวเพื่ออิสลาม ล้วนเป็นผู้ที่ชูธง “สลาม (สันติ) ” และ “ความปลอดภัยอัน นิรันดร์” ไปมอบแก่คนทั้งโลก ในการอธิบายถึงภารกิจของศาสดา ท่านศาสดามุฮัมมัด ได้กล่าวว่า “แท้จริง ฉันนี้เป็นความเมตตากรุณาอย่างหนึ่ง อันเป็นรางวัลที่พระองค์อัลลอฮ์ทรงประทานมาให้แก่ (สิ่งถูกสร้าง) ทั้งหลาย” อัล-กุรอานได้อธิบายถึง “ศาสดาผู้ประกาศสาส์นอิสลาม” ไว้ว่า “และเรามิได้ส่งเจ้าเพื่ออื่นใดนอกจาก เพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย” (ซูเราะฮ อัล-อัมบียาอ์ : 10)
เมื่อมุสลิมพบกัน เขาจะกล่าวทักทาย ด้วยประโยคสั้นๆแต่มีความหมาย นั่นก็คือ “อัสลามูอะลัยกม” แปลว่า “ขอความสันติจงมีแด่ท่าน” คำกล่าวนี้มีความจำเป็นและสำคัญสำหรับมุสลิม อีกนัยหนึ่ง การแพร่สลามหรือสันติแก่มวลมนุษย์เป็นคำสอนที่สำคัญและเป็นเอกลักษณ์และลักษณะอันโดดเด่นของอิสลามและมุสลิม สามารถร้อยดวงใจ ของมุสลิมให้เป็นหนึ่งเดียว และมีภราดรภาพอย่างแน่นแฟ้น อัลลอฮ์จึงให้มุสลิมยึดมั่นปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
ศาสนาอิสลามได้สอนมุสลิมว่า “ผู้ที่ประเสริฐและใกล้ชิดอัลลอฮ์ที่สุด คือ ผู้ที่ชอบกล่าวทักทายผู้อื่นด้วยสลาม (สันติ) ” นี่แสดงว่า ศาสนาที่ประชาชาติอิสลามยึดมั่นและนับถือนั้น เป็นศาสนาที่เพียบพร้อมไปด้วยหนทางสู่สันติภาพ ในหลักคำสอนอิสลามจึงประกอบไปคุณค่าต่างๆที่เกื้อหนุนให้เกิดสันติภาพ ความสงบสุขและความผ่องแผ้ว ชนชาวมุสลิมจึงเป็นชนที่รักสันติและมีการปรองดองกัน วจนะของท่านศาสดามุฮัมมัด บทหนึ่ง ได้กล่าวว่า “อัลลอฮ์ทรงบัญญัติวิธีการกล่าวทักทาย ด้วยการกล่าวสลาม ซึ่งเป็นการให้เกียรติอย่างสูงสำหรับประชาชาติของเรา และเป็นสัญลักษณ์แห่งความปลอดภัยสำหรับพวกซิมมี ที่อยู่ใต้การปกครองของเรา” พวกซิมมี ก็คือ คนต่างศาสนิกที่อาศัยอยู่และเป็นพลเมืองของรัฐอิสลาม พวกเขาเหล่านี้ต้องได้รับการคุ้มครองในสิทธิและเสรีภาพ มุสลิมเมื่อพบกัน ห้ามทักทายด้วยคำหรือประโยคอื่น เขาต้องเริ่มทักทายด้วย “อัสลามูอาลัยกม” ก่อน แล้วจึงพูดคุยธุระอื่นๆ
ท่านศาสดา ได้กล่าวว่า“จะต้องกล่าวสลาม (สันติ) ก่อนที่จะพูดคุยธุระอื่นๆ” ในการนมาซ อันเป็นการภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้านั้น หนึ่งในข้อบัญญัติที่จำเป็นต้องกล่าวในนมาซ ก็คือ “การอ่านตะฮิยยาต” ซึ่งเป็นการกล่าวขอพรและวิงวอนจากอัลลอฮ์ให้ทรงประทานความสันติแก่ศาสทูตของอัลลอฮ์ แก่ตัวเองและบ่าวของอัลลอฮ์ที่ดีทั้งหลาย คำกล่าวนี้ จะส่งผลให้มุสลิมที่ซาบซึ้งในความหมาย ได้ซึมซาบ และเริ่มดำเนินชีวิตหลังจากการนมาซ ด้วยสันติธรรม เมตตาธรรม บารอกะฮ (มีศิริมงคล) ในขณะที่การนมาซนั้นเป็น ศาสนกิจที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติแม้ในขณะที่กำลังสู้รบกันก็ตาม
ในขณะที่กำลังสู้รบ ถ้าปรากฏว่า ขณะที่กำลังจะเงื้อมมือฆ่าศัตรู หรือศัตรูบาดเจ็บหรือพยายามหลบหนี เขาได้กล่าวสลาม ทหารมุสลิมก็ต้องยั้งมือเสีย ห้ามชักดาบ ปืนหรืออาวุธอื่นๆฆ่าศัตรูคนดังกล่าว มันช่างเป็นคำสอนที่ประเสริฐและสูงส่งเหลือเกิน
อัลลอฮ์ตรัสว่า “…และจงอย่ากล่าวแก่ผู้ที่กล่าวสลามแก่พวกเจ้าว่า ท่านไม่ใช่ผู้ศรัทธา…” (ซูเราะฮ อันนีสาอ์ : 94)
พระองค์อัลลอฮ์ ตลอดจนมวลมาลาอีกะฮทรงให้เกียรติแก่มวลมุสลิม ด้วยการมอบสลามให้ อัลลอฮ์ตรัสว่า “การกล่าวทักทายของพวกเขาในวันที่พวกเขาพบพระองค์ คือ ศานติ (สลาม) ” (ซูเราะฮ อัล-อะหซาบ :44) “…และมลาอีกะฮจะเข้ามาหาพวกเขาจากทุกประตู (ของสวรรค์ พร้อมกับกล่าวว่า) ความศานติจงมีแด่ท่าน…” (ซูเราะฮ อัร-เราะอด : 23 –24) ที่พำนักของพวกคนที่ดีๆ (ซอลีฮีน) ในวันปรโลก ก็ถูกขนานนามว่า “บ้านสันติสุขและปลอดภัย” อัลลอฮ์ตรัสว่า “และอัลลอฮ์ทรงเรียกร้องไปสู่สถานที่แห่งศานติ (ดาริสสลาม) …” (ซูเราะฮ ยูนุส : 25)
“สำหรับพวกเขานั้น (พวกที่อยู่ในทางอันเที่ยงตรงนั้น) คือ นิวาสแห่งความปลอดภัย (ดารุสสลาม) …” (ซูเราะฮ อัล-อันอาม : 127)
ชาวสวรรค์จะไม่ได้ยินเสียงที่ไม่สุภาพ หยาบคาย ลามกอนาจารและไร้สาระ พวกเขาจะไม่พูดคุยนอกเสียจากด้วยภาษาและคำพูดที่เพียบพร้อมด้วยความสันติ
“ในสวนสวรรค์นั้นพวกเขาจะไม่ได้ยินคำพูดที่ไร้สาระและเป็นบาป เว้นแต่คำกล่าวที่ว่า ศานติ ศานติ…” (ซูเระฮ อัล-วากิอะฮ : 26) การที่อิสลามพูดถึงเรื่องสลามหรือสันติครั้งแล้วครั้งเล่านั้น มีจุดมุ่งหมาย เพื่อกระตุ้น เร่งเร้าทุกองคาพยพและความรู้สึกนึกคิดต่างๆของมนุษย์ ให้ตระหนักและเห็นความสำคัญของอุดมการณ์สันติภาพ อันเป็นคำสอนที่สำคัญและสูงส่งของอิสลามนั่นเอง

3.ความสัมพันธ์ต่างๆ :เงาสะท้อนอุดมการณ์สันติภาพในอิสลาม
นอกจากการเรียกร้องเชิญชวนและสั่งสอนในเรื่องสันติภาพแล้ว อิสลามยังได้บัญญัติให้อุดมการณ์นี้เป็นมูลรากฐานแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กรและประเทศต่างๆอีกด้วย หลักการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิม ก็คือ ความเสมอภาคและภราดรภาพ นั่นก็คือ ควานสันติสงบสุข และปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความเมตตาและเอื้ออาทรต่อกันในระบบความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิม อัลลอฮ์ตรัสว่า
“แท้จริงศรัทธาชนนั้น เป็นพี่น้องกัน” (ซูเราะฮ อัล-หุจรอต : 10)
ท่านศาสดามุฮัมมัด กล่าวว่า “อุปมามุสลิมคนหนึ่งกับมุสลิมคนอื่นๆ ในเรื่องความรักเมตตาต่อกัน อุปไมยดั่งร่างกายของมนุษย์ เมื่ออวัยวะใดเจ็บปวด อวัยวะส่วนอื่นๆก็จะพลอยป่วยและนอนไม่หลับไปด้วย” ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมกับชนต่างศาสนิก ก็คือ การทำความรู้จักกัน การเคารพและให้เกียรติกัน การช่วยเหลือบริการและอำนวยความสะดวก การให้สิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรมในทุกๆด้าน ซึ่งจะเป็นประตูนำไปสู่การช่วยเหลือเกื้อกูลและเอื้ออาทรกัน อัล-ลอฮตรัสว่า “มนุษยชาติเอ๋ย! แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้าจากเพศชาย และเพศหญิง และเราได้ให้พวกเจ้าแยกเป็นเผ่า และตระกูลเพื่อจะได้รู้จักกัน แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ อัลลอฮ์นั้น คือผู้ที่มีความยำเกรงยิ่งในหมู่พวกเจ้า…” (ซูเราะฮ อัล-หุจรอต : 13)
อัล-กุรอานได้สั่งเสียให้ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม อัลลอฮ์ ตรัสว่า “อัลลอฮ์นั้น มิได้ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนา และพวกเขามิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า ในการที่พวกเจ้าจะทำความดีแก่พวกเขา และให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักผู้มีความยุติธรรม” (ซูเราะฮ อัล-มุมตะฮีนะฮ : 8) จุดมุ่งหมายของระบบความสัมพันธ์ ก็เพื่อให้เกิดการสนอง แลกเปลี่ยนประโยชน์และสิ่งจำเป็นต่างๆ มีการช่วยเหลือเกื้อกูล มีการสร้างภราดรภาพในระหว่างมนุษย์

4. อิสลาม: กับการคุ้มครองและเคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์
อิสลามได้สั่งสอนให้มนุษย์ทุกคนเคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ กล่าวคือ สิทธิในชีวิต ทรัพย์สิน การเลือกวิถีชีวิตและการนับถือศาสนาต้องได้รับการคุ้มครองและจะละเมิดไม่ได้ ภายใต้หลักการที่ว่า “เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางศาสนา ภาษา สีผิวและเชื้อชาติ”
อัลลอฮ์ ตรัสว่า “และโดยแน่นอน เราได้ให้เกียรติแก่ลูกหลานของอาดัม และเราได้บรรทุกพวกเขาทั้งทางบกและทางทะเล และได้ให้ปัจจัยยังชีพที่ดีทั้งหลายแก่พวกเขา และเราได้ให้พวกเขาดีเด่นอย่างมีเกียรติเหนือกว่าผู้ที่เราได้ให้บังเกิดมาเป็นส่วนใหญ่” (ซูเราะฮ อัล-อิสรออ์ : 70)

5.สงคราม : ทางออกสุดท้ายและความจำเป็นอันหลีกเหลี่ยงไม่ได้
เนื่องจากศักดิ์ศรีและสิทธิแห่งความมนุษย์เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ดังนั้น การละเมิด คุกคาม ตัดทอนและบิดเบือนสิทธิดังกล่าว ถือว่า เป็นการกระทำความผิดและละเมิดต่อบุคคล นี่คือ มูลเหตุที่แท้จริงที่อิสลามปฏิเสธความขัดแย้งและสงคราม ไม่ว่าในกรณีใดๆก็ตาม เพราะมันเป็นการละเมิดต่อชีวิต และทรัพย์สิน ซึ่งเป็นสิทธิอันชอบธรรมและบริสุทธิ์ของมนุษย์ นอกจากนั้นสงครามยังเป็นมูลเหตุให้เกิดการทำลายสิ่งดีงามและคุณค่าต่างๆของชีวิตมนุษย์อีกด้วย
อิสลามจึงห้ามการทำสงครามเพื่อขยายอาณาจักรและดินแดน ขยายอำนาจและอิทธิพล ตลอดจนสงครามล่าอาณานิคม อัลลอฮ์ ตรัสว่า
“นั่นคือที่พำนักแห่งปรโลก เราได้เตรียมมันไว้สำหรับบรรดาผู้ที่ไม่ปรารถนาหยิ่งผยองในแผ่นดินและไม่ปราถนาความชั่ว…” (ซูเราะฮ อัล-กอศ็อซ : 83)
อิสลามห้ามการทำสงครามเพื่อแก้แค้น และ สงครามเพื่อทำลายล้าง อัลลอฮ์ ตรัสว่า “…และจงอย่าให้การเกลียดชังแก่พวกหนึ่งพวกใด ที่ขัดขวางพวกเจ้ามิให้เข้ามัสยิดหะรอม ทำให้พวกเจ้าทำการละเมิด และพวกเจ้าจงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรม และความยำเกรง และจงอย่าช่วยกันในสิ่งที่เป็นบาป และเป็นศัตรูกัน…” (ซูเราะฮ อัล-มาอีดะฮ : 2)
อิสลามยังได้ห้ามสงครามที่มีลักษณะเป็นการสร้างความวิบัติและความเสียหาย อัลลอฮ์ ตรัสว่า“และพวกเจ้าอย่าก่อความเสียหายไว้ในแผ่นดิน หลังจากได้มีการปรับปรุงแก้ไขมันแล้ว…” (ซูเราะฮ อัล-อะอรอฟ : 56) ในเมื่อเลือดเนื้อและจิตวิญญาณของอิสลาม คือ สันติและความสงบผ่องแผ้ว สงครามจึงเป็นเรื่องตรงกันข้ามกับอิสลาม ในทัศนะของอิสลามนั้น สงครามไม่อนุมัติให้เกิดขึ้น เว้นแต่ด้วยเหตุผลและเงื่อนไขที่จำเป็นอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ 3 ประการคือ
ประการที่ 1 เพื่อป้องกันตัวเองจากการรุกรานและคุกคาม อัลลอฮ์ ตรัสว่า “และพวกเจ้าจง ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ต่อบรรดาผู้ที่ทำร้ายพวกเจ้า และจงอย่ารุกราน แท้จริง อัลลอฮ์ไม่ทรงชอบบรรดาผู้รุกราน” (ซูเราะฮ อัล-บากอเราะฮ : 190)
ประการที่ 2 เพื่อป้องกันตัวเองจากการกดขี่ทารุณ ข่มเหงรังแกจากผู้กดขี่และผู้อธรรมอัลลอฮ์ ตรัสว่า
“มีเหตุใดเกิดขึ้นแก่พวกเจ้ากระนั้นหรือ? ที่พวกเจ้าไม่สู้รบในหนทางของอัลลอฮ์ ทั้งๆบรรดาผู้อ่อนแอ ไม่ว่าผู้ชายและหญิง และเด็กๆต่างกล่าวกันว่า โอ้พระเจ้าของเรา โปรดนำพวกเราออกจากเมืองนี้ ซึ่งชาวเมืองเป็นผู้ข่มเหงรักแก และโปรดให้มีขึ้นแก่พวกเราซึ่งผู้คุ้มครองคนหนึ่งจากที่พระองค์ และโปรดให้มีขึ้นแก่เราซึ่งผู้ช่วยเหลือคนหนึ่งจากที่พระองค์” (ซูเราะฮ อันนีสาอ์ : 75)
ประการที่ 3
เพื่อคุ้มครองและปกป้องสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา อัลลอฮ์ ตรัสว่า“ และพวกเจ้าจงสู้รบกับพวกเขา จนกว่าจะไม่มีการปฏิเสธศรัทธาใดๆปรากฏขึ้น และการอิบาดะฮทุกชนิดนั้นต้องเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์เท่านั้น…” (ซูเราะฮ อัล-อัมฟาล : 39)
จากคำอธิบายข้างต้น ทำให้เราทราบถึง กฎเกณฑ์ของสงครามในรูปแบบต่างๆ ตามที่อิสลามได้บัญญัติไว้
อย่างไรก็ตาม เมื่อฝ่ายศัตรูได้ขอสงบศึกและยุติสงคราม อิสลามก็สั่งห้ามมิให้กองทัพมุสลิมทำสงครามต่อไป ถ้าหากยังคงดื้อดึงทำสงครามต่อไป ถือว่า เป็นการกระทำที่หะรอม (ที่ต้องห้าม มีความผิด) อัลลอฮ์ ตรัสว่า
“แล้วแน่นอนพวกเขาได้สู้รบกับพวกเจ้าแล้วด้วย แต่ถ้าพวกเขาออกห่างพวกเจ้า โดยที่มิได้ทำการสู้รบกับพวกเจ้า และได้เสนอเจรจาแก่พวกเจ้าเพื่อการประนีประนอมแล้วไซร้ อัลลอฮ์ก็ไม่ทรงให้มีทางใดแก่พวกเจ้าที่จะขจัดพวกเขา” (ซูเราะฮ อันนีสาอ์ : 90)
“และหากพวกเขาโอนอ่อนมาเพื่อการประนีประนอมแล้ว เจ้าก็จงโอนอ่อนตามเพื่อการนั้นด้วย และจงมอบหมายแต่อัลลอฮ์เถิด…” (ซูเราะฮ อัล-อัมฟาล : 61 )
“และหากพวกเขาต้องการหลอกลวงเจ้า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นที่พอเพียงแก่เจ้าแล้ว..” (ซูเราะฮ อัล-อัมฟาล : 62)

6.ห้ามทหารมุสลิมฆ่าพลเรือนผู้บริสุทธิ์
เมื่อสงครามอนุมัติให้ทำสงครามได้ เมื่อมีเหตุจำเป็นอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ อิสลามจึงได้วางกฏเกณฑ์และกรอบในการทำสงคราม เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติของมุสลิม อิสลามอนุมัติ ให้ทหารมุสลิมฆ่าเฉพาะทหารในสมรภูมิเท่านั้น ไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับชีวิต เลือดเนื้อของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับสงคราม ไม่ว่าจะด้วยเงื่อนไขและเหตุผลใดก็ตาม
นอกจากนั้น อิสลามยังได้ห้ามมิให้ฆ่าสตรี เด็ก คนป่วยและบาดเจ็บ คนชรา นักบวช ผู้ที่กำลังประกอบศาสนกิจ ห้าฆ่าเชลยศึก ห้ามทรมานและหั่นอวัยวะของข้าศึก ห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามตัดและทำลายต้นไม้ แม่น้ำลำธาร ทำให้แหล่งน้ำสกปรก และห้ามทำลายบ้านเรือน อีกทั้งอิสลามยังได้ห้ามมิให้ตามล่าศัตรูบาดเจ็บสาหัสและหลบหนียอมแพ้ เราจะเห็นว่า แนวทางอิสลามเป็นทางสายกลางและมีความพอดี พอเหมาะเป็นอย่างยิ่ง สงครามนั้นเป็นเพียงการผ่าตัดอวัยวะที่เป็นเนื้อร้ายทิ้งเสีย จึงไม่สมควรลามปามและเลยเถิดไปผ่าตัดส่วนอื่นๆที่ยังปกติ ไม่เป็นพิษภัยใดๆ

7.อิสลามเรียกร้องเชิญชวนสู่สิ่งที่ดีงาม
อิสลามได้บัญญัติให้มุสลิมรักษาความยุติธรรม ห้ามการกดขี่และเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น คำสอนและคำเรียกร้องเชิญชวนอันสูงส่งและบริสุทธิ์ของอิสลาม มีจุดมุ่งหมายให้เกิดความรักใคร่ ปรองดอง การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การควบคุมตนเอง การเสียสละ การไม่เห็นแก่ตัวและโลภ อันเป็นปัจจัยที่จะนำพามนุษย์ไปสู่ชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุข สมานฉันท์ กลมเกลียว มีความเป็นพี่น้อง รักใคร่ผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้นและเอื้ออาทรกัน
นอกจากนั้น อิสลามยังได้สั่งสอนให้เคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น ยอมรับในคุณค่าและสิ่งที่ดีกว่า พร้อมทั้งยึดมั่นว่า สติปัญญานั้นเป็นหนทางเดียวที่สามารถสร้างความพึงพอใจแก่ทุกฝ่าย อิสลามไม่มีการบังคับให้ยึดมั่นหรือนับถือศาสนา อีกทั้งยังได้เปิดโอกาสและให้สิทธิในการนับถือศาสนาและเลือกวิถีการดำเนินชีวิตทางโลก ด้วยสติปัญญาและการไตร่ตรองด้วยเหตุผล อัลลอฮ์ตรัสว่า “ไม่มีการบังคับใดๆ (ให้นับถือ) ในศาสนาอิสลาม แน่นอน ความถูกต้องนั้นได้เป็นที่กระจ่างแจ้งจากความผิด…” (ซูเราะฮ อัล-บากอเราะฮ : 256) “และหากพระเจ้าของเจ้าทรงประสงค์ แน่นอน ผู้ที่อยู่ในแผ่นดินทั้งมวลจะศรัทธา เจ้าจะบังคับมวลชนจนกว่าพวกเขาจะเป็นผู้ศรัทธากระนั้นหรือ? และมิเคยปรากฏว่าชีวิตใดจะศรัทธา เว้นแต่ด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์ และ และพระองค์อัลลอฮ์จะทรงลงโทษแก่บรรดาผู้ไม่ใช้สติปัญญา” (ซูเราะฮ ยูนุส : 99 –100) ส่วนศาสนทูตนั้น เป็นเพียงผู้นำสารอิสลามมาเผยแผ่และตักเตือนมวลมนุษยชาติเท่านั้น
“โอ้นบีเอ๋ย! แท้จริง เราได้ส่งเจ้ามาเพื่อให้เป็นพยาน และผู้แจ้งข่าวดี และผู้ตักเตือน และเป็นผู้เรียกร้องเชิญชวนสู่อัลลอฮ์ตามพระบัญชาของพระองค์ และเป็นดวงประทีปอันแจ่มจรัส” (ซูเราะฮ อัล-อะหซาบ : 45-46)
อิสลามตระหนักและรู้ดีว่า วิถีทางในการระงับและป้องกันมิให้เกิดสงคราม มีอยู่หนทางเดียว คือ การขจัดการกดขี่และอธรรมออกไปจากสังคมโลกให้หมด เพราะการกดขี่และอธรรม เป็นมูลเหตุให้เกิดลัทธิจักรวรรดินิยมและการล่าอาณานิคมในทุกยุคสมัยและรูปแบบ การป้องกันสงครามและการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนนั้น ต้องมีการลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ระหว่างเมืองกับชนบท และต้องขจัดการรังเกียจ เหยียดผิวและเชื้อชาติ แน่นอน ทั้งหมดนั้นล้วนปรากฏอยู่ในคำสอนของอิสลามทั้งสิ้น เพราะอิสลามเป็นศาสนาที่จุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความเสมอภาคและภราดรภาพระหว่างมนุษย์ ฉะนั้น เพื่อหยุดยั้งสงครามและรักษาสันติภาพในโลกนี้ให้มั่นคงยั่งยืน อิสลามจึงได้นำเสนอทางเลือกแก่ชาวโลกว่า ((ต้องนำบทบัญญัติของอิสลามมาใช้อย่างสมบูรณ์ มีการเรียกร้องเชิญชวนสู่ศาสนาแห่งสันตินี้อย่างจริงจัง พร้อมทั้งจัดการอบรมขัดเกลามวลชนให้ยึดถือปฏิบัติตามหลักการอิสลามอย่างสมบูรณ์และมีชีวิตชีวา ชนรุ่นใหม่จะต้องได้รับการฝึกอบรมทางศีลธรรมและจริยธรรม ปลูกฝังคุณธรรม เช่น ความรักต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง การให้เกียรติและให้อภัย ทรัพยากรทั้งหลายจะต้องถูกทุ่มเทเพื่อการนี้อย่างเต็มที่ จนกระทั่งโลกใบนี้ได้มีโอกาสลิ้มรสความหวานชื่นของสันติภาพที่แท้จริง)) คำสอนอิสลาม ที่ได้หยิบยกมากล่าวข้างต้น จึงเป็นคำสอนที่สูงส่ง มีค่า บริสุทธิ์และงดงาม อิสลามได้ต่อสู้เพื่อสิ่งนี้มากว่าสิบห้าศตวรรษ ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็เพื่อให้โลกนี้มีสันติภาพที่ยั่งยืน นั่นก็คือ เมื่ออิสลามได้รับยอมรับจากหูของผู้ที่ชอบฟังเหตุผล จากสมองและใจของผู้ที่ชอบคิดใคร่ครวญหาความจริง มือของผู้ชอบปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม โลกนี้ก็จะดีงาม มีการปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ความชั่วร้ายก็จะถูกขจัดไป สันติภาพอันยั่งยืนที่ทุกคนรอคอยจึงเกิดขึ้น.
“บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงเข้าอยู่ในความสันติ (เข้าอยู่ในบัญญัติอิสลาม) โดยทั่วทั้งหมด และจงอย่าตามบรรดาก้าวเดินของซาตาน แท้จริงมันคือศัตรูที่ชัดแจ้งของพวกเจ้า แต่ถ้าพวกเจ้าหันเหออกไป หลังจากได้มีพยานอันชัดแจ้งมายังพวกเจ้าแล้ว ก็พึงรู้เถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงเดชานุภาพ ทรงปรีชาญาณ” (ซูเราะฮ อัล-บากอเราะฮ : 208 - 209)
คัดลอกจาก: ห้องสมุดอิสลามยะลา

หลักคำสอนพื้นฐานของอิสลาม.


หลักคำสอนพื้นฐานของอิสลาม.

ก. ความเป็นหนึ่งเดียวของพระผู้เป็นเจ้า (Oneness of God)
พระเจ้าทรงมี “หนึ่ง” (One) และมี “เพียงหนึ่ง (Only One)” เท่านั้น พระองค์ไม่เป็นสองในหนึ่ง(two in one)หรือสามในหนึ่ง(three in one) นี่หมายถึงอิสลามปฏิเสธแนวคิดตรีเอกานุภาพ(trinity) หรือแนวคิดเอกภาพของพระเจ้าที่ให้ความหมายว่ามีพระเจ้ามากกว่าหนึ่งแต่อยู่ในพระเจ้าองค์เดียว
ข. ความเป็นหนึ่งเดียวแห่งมนุษยชาติ (Oneness of mankind)
มนุษย์ทุกคนกำเนิดมาอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายแห่งพระผู้เป็นเจ้า ไม่มีชนชาติใดเหนือกว่าชนชาติใด พระผู้เป็นเจ้าสร้างเรามาให้แตกต่างกันในสีผิว , เชื้อชาติ , ภาษา รวมทั้งความเชื่อ เพื่อที่จะทดสอบว่าผู้ใดจะพัฒนาไปสู่ความดีได้มากกว่ากัน ไม่มีใครแม้เพียงสักคน ที่จะสามารถกล่าวอ้างได้ว่าเขาดีกว่าผู้อื่น มีเพียงพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นที่จะรู้ว่าใครคือผู้ที่ดีกว่า มันขึ้นอยู่กับความยำเกรงและความดีงามเท่านั้น

ค. ความเป็นหนึ่งเดียวของบรรดาผู้นำสาส์นและสาส์น ( Oneness of Messengers and the Message)
มุสลิมศรัทธาว่า ตลอดระยะเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ พระผู้เป็นเจ้าได้ส่งบรรดาผู้นำสาส์นที่หลากหลาย แต่ท่านทั้งหมดมาพร้อมกับสาส์นเดียวกันและด้วยกับคำสอนที่เหมือนกัน เพียงแต่ผู้คนเท่านั้นที่มีความเข้าใจและการตีความที่ผิดพลาดไป

มุสลิมศรัทธาต่อ โนอา(นูหฺ) อับราฮัม(อิบรอมฮีม) ไอแซค(อิสฮาก) อิสเมล (อิสมาอีล) เจคอบ(ยะอฺกูบ) โมเสส(มูซา) เดวิด(ดาวูด) พระเยซู(อีซา) และมุฮัมมัด แท้จริงแล้วบรรดาศาสนทูตทั้งหลายของคริสต์ศาสนาและศาสนายูดายต่างก็เป็นศาสนทูตแห่งอิสลาม

ง.มลาอิกะฮ์และวันแห่งการตัดสิน ( Angels and the Day of Judgment)
มุสลิมศรัทธาว่าจักรวาลแห่งนี้มีสิ่งถูกสร้างที่เร้นลับ เช่นมลาอิกะฮ์ ซึ่งถูกสร้างโดยพระผู้เป็นเจ้าเพื่อที่จะทำหน้าที่ตามที่พระองค์กำหนดในจักรวาลนี้
มุสลิมศรัทธาว่ามีวันแห่งการตัดสิน วันซึ่งมนุษย์ทุกคนตั้งแต่อดีตจนกระทั่งวันสุดท้ายแห่งการมีชีวิตอยู่ได้บนโลกใบนี้ถูกนำมาเพื่อการคิดบัญชี ,การตอบแทน และ การลงโทษ

จ. มนุษย์กำเนิดมาอย่างผู้บริสุทธิ์ (Innocence of Man at Birth)
มุสลิมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนกำเนิดมาโดยปราศจากบาป กระทั่งเขาบรรลุศาสนภาวะ(คือการเข้าสู่ภาวะที่ต้องรับผิดชอบทางศาสนา คือผู้ชายมีอสุจิ ผู้หญิงมีประจำเดือน) ซึ่งหลังจากนี้หากเขาได้กระทำความผิดบาปใดไว้แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องชดใช้ ไม่มีแม้เพียงสักคนเดียวที่จะต้องรับผิดชอบหรือรับเอาภาระความรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผิดบาปของผู้อื่น กระนั้นประตูสำหรับการอภัยโทษต่อผู้ซึ่งกลับเนื้อกลับตัวอย่างแท้จริงในความผิดพลาดที่ได้กระทำลงไปยังคงเปิดต้อนรับอยู่ตลอดเวลา

ฉ. รัฐและศาสนา (State and Religion)
มุสลิมศรัทธาว่าอิสลามคือวิถีแห่งความครบถ้วนและสมบูรณ์แล้วในการดำรงชีวิต มันรวมไว้ซึ่งกฎเกณฑ์ทั้งมวลเพื่อการดำเนินชีวิต โดยที่คำสอนแห่งอิสลามมิได้แบ่งแยกเรื่องของศาสนาออกจากวิถีการปกครอง โดยแท้จริงแล้ว ทั้งกิจการปกครองและศาสนาต่างก็อยู่ภายใต้การเชื่อฟังต่ออัลลอฮผ่านทางคำสอนแห่งอิสลาม ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการดำเนินกิจการต่างๆทางเศรษฐกิจและสังคม หรือการศึกษาและระบอบการปกครองก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของคำสอนแห่งอิสลาม

.................................................................................โดย ดร. อะหฺมัด เศาะก็อรฺ อุมมุ ฟิดาอ์ แปลและเรียบเรียง คัดลอกจาก ฟิตยะห์

“อิสลาม” และ “มุสลิม”



“อิสลาม” และ “มุสลิม”
ศาสนานี้มีชื่อว่า “อิสลาม” ซึ่งรากศัพ์ของคำนี้คือ สิลมฺ และ สลาม ซึ่งหมายถึง สันติภาพ คำว่า “สลาม” ในอีกแง่หนึ่งก็หมายถึง การทักทายของบุคคลหนึ่งกับผู้อื่นด้วยความสันติ และหนึ่งในพระนามอันวิจิตรของอัลลอฮนั้นก็คืออัส สลาม(ผู้ทรงสันติ)
คำว่า “สลาม” ในอีกแง่หนึ่งก็หมายถึง การทักทายของบุคคลหนึ่งกับผู้อื่นด้วยความสันติ และหนึ่งในพระนามอันวิจิตรของอัลลอฮนั้นก็คืออัส สลาม(ผู้ทรงสันติ)
อิสลามมีความหมายยิ่งไปกว่านั้นอีก คือหมายถึง การยอมจำนนพระเจ้าเพียงองค์เดียว และการดำรงอยู่อย่างสันติพร้อมกับ(การเชื่อฟัง)พระผู้สร้าง ซึ่งจะเกิดขึ้นภายในตัวตนของมนุษย์ จะเกิดขึ้นร่วมกับบุคคลอื่น และรวมไปถึงสภาพธรรมชาติด้วย
ฉะนั้น คำว่าอิสลามหมายถึงระบบทั้งหมดของการดำรงชีวิต มุสลิมคนหนึ่งได้รับการสนับสนุนให้มีชีวิตอยู่อย่างสันติและมีความกลมกลืนกับทุกส่วน(ของธรรมชาติ) ดังนั้น มุสลิมไม่ว่าจะเป็นใครอยู่ที่ไหนก็ตามในโลกซึ่งพวกเขาเหล่านั้นมีความเชื่อฟัง มีความจงรักภักดี มีความซื่อสัตย์ต่อพระผู้อภิบาลแห่งสากลจักรวาล

“อัลลอฮ” พระเจ้าผู้ทรงเอกะ
อัลลอฮ คือพระนามหนึ่งของพระเจ้าผู้ทรงเอกะ อัลลอฮยังมีพระนามอันวิจิตรอีกเก้าสิบเก้าพระนาม(เท่าที่เปิดเผยให้มนุษย์ทราบ) อาทิ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงอ่อนโยน ผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงวิทยปัญญา และเป็นผู้พระอภิบาลแห่งสากลจักรวาล ผู้เป็นองค์แรก ผู้เป็นองค์สุดท้าย เป็นต้น
พระองค์นั้นคือ ผู้ทรงสร้างมนุษยชาติทั้งมวล พระองค์นั้นคือ พระเจ้าของคริสเตียน ยิว มุสลิม ชาวพุทธ ฮินดู พวกอเทวนิยม ฯลฯ มุสลิมเคารพสักการะพระเจ้า ซึ่งมีพระนามหนึ่งว่า อัลลอฮฺ พวกเขามีความเชื่อมั่นในพระองค์และแสวงหาความช่วยเหลือและทางนำจากพระองค์

“มุฮัมมัด”
มุฮัมมัดเป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจากพระเจ้าเพื่อนำมาสาส์น(ริซาละฮฺ)แห่งสันติภาพแห่งพระเจ้ามาให้(แก่มนุษยชาติ) ซึ่งก็คือ “อิสลาม”
ท่านเกิดในคริสตศักราชที่ 570 ในนครมักกะฮฺ ในดินแดนอาหรับ ท่านได้รับมอบหมายด้วยกับสาส์นแห่งอิสลามเมื่อท่านอายุ 40 ปี วิวรณ์(วะหฺยู)ที่ท่านได้รับมานั้นเรียกว่า “อัล กุรอาน” ขณะที่สาส์นนี้ถูกเรียกว่า “อิสลาม”
มุฮัมมัดเป็นศาสนทูตท่านสุดท้ายแห่งพระเจ้ามายังมวลมนุษย์ ท่านเป็นผู้นำสาส์นท่านสุดท้ายของพระเจ้า สาส์นของพระองค์เคยปรากฏมาแล้วในอดีตและในปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่กับชาวคริสเตียน ชาวยิว และมนุษยชาติทั้งมวล ท่านถูกส่งมายังผู้คนแห่งศาสนาเหล่านี้ทั้งหมดเพื่อชี้แจงพวกเขาถึงภารกิจที่ถูกต้องของเยซู(อีซา) โมเสส(มูซา) ยาคอบ(ยะอฺกู๊บ) ไอแซค(อิสหาก) และอับราฮัม(อิบรอฮีม)
มุฮัมมัดจึงถูกถือว่าเป็นบทสรุปสุดท้ายของบรรดาศาสนทูตและผู้นำสาส์นทั้งหมดที่มาก่อนหน้าท่าน ท่านได้ทำให้สาส์นที่มีแต่เดิม(เตารอด อินญิล ฯลฯ )มีความบริสุทธิ์จากสิ่งเจือปน และทำให้สาส์นของพระเจ้ามายังมนุษยชาติทั้งมวลนั้นมีความสมบูรณ์ ตัวท่านเองถูกมอบอำนาจในการอธิบาย การตีความ และการดำรงชีวิตตามคำสอนแห่งอัล กุรอาน

โดย ดร. อะหฺมัด เศาะก็อรฺ
ฎิยาอ์ แปลและเรียบเรียง คัดลอกจาก ฟิตยะห์