
รักไม่มีพรมแดนแต่รักต้องมีศาสนา.
หลายคนสงสัยว่าทำไมอิสลามถึงใจแคบไม่ยอมให้มุสลิมแต่งงานกับคนนอกศาสนาหรือทำไมมุสลิมจึงต้องเอาศาสนามาเป็นพรมแดนแห่งความรักทั้ง ๆที่ความรักนั้นไม่มีพรมแดน อาจจะจริงที่ความรักนั้นไม่มีพรมแดนและอิสลามก็ยอมรับในเรื่องของความรักเพราะความรักนี้เป็นสัญชาตญาณที่อัลลอฮ์ ประทานให้แก่มนุษย์และจากความรักนี้เองที่ก่อให้เกิดหลายสิ่งหลายอย่างตามมาเช่น ความรักที่แม่มีต่อลูกทำให้แม่คอยปกป้องเลี้ยงดูและยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อลูกความรักชาติก็อาจทำให้คนบางคนยอมพลีชีวิตของตนเพื่อปกป้องมาตุภูมิของตนและความรักระหว่างหนุ่มสาวก่อให้เกิดสถาบันครอบครัวเป็นต้น แต่ในความรักนั้นก็ต้องมีขอบเขตแห่งความพอดี เพราะหากความรักเกินขอบเขตแล้วตามใจลูกทุกอย่างก็จะทำให้ลูกเสียคนหรือถ้าหากรักชาติมากเกินไปก็จะกลายเป็นคนคลั่งชาติที่คิดว่าชาติของตนดีกว่าชาติอื่นต่อไปเป็นต้น ดังนั้นความรักจึงต้องมีขอบเขตแห่งความพอดี
ความรักฉันหนุ่มสาวก็เช่นกันหากความรักนั้นเกินพอดีความรักนั้นก็จะทำให้คนตาบอดหรือกลายเป็นโคถึกไปด้วยเหตุนี้อิสลามจึงได้กำหนดขอบเขตว่าหญิงและชายมุสลิมจะต้องไม่แต่งงานกับผู้ที่ไม่ศรัทธาหรือจนกว่าเขาจะศรัทธาเสียก่อน
ทำไม ?
ความรักฉันหนุ่มสาวก็เช่นกันหากความรักนั้นเกินพอดีความรักนั้นก็จะทำให้คนตาบอดหรือกลายเป็นโคถึกไปด้วยเหตุนี้อิสลามจึงได้กำหนดขอบเขตว่าหญิงและชายมุสลิมจะต้องไม่แต่งงานกับผู้ที่ไม่ศรัทธาหรือจนกว่าเขาจะศรัทธาเสียก่อน
ทำไม ?
คำตอบก็คืออิสลามสนับสนุนการแต่งงานเพราะถือว่าการแต่งงานเป็นการเริ่มต้นชีวิตครอบครัวซึ่งเป็นอิฐก้อนแรกของสังคมและอิสลามก็ต้องการที่จะรักษาก้อนอิฐทุกก้อนไว้ไม่ให้แตกสลายทั้งนี้เพื่อที่สังคมจะได้ไม่พังทลายลงมาดังนั้นมาตรการหนึ่งที่จะรักษาก้อนอิฐแห่งสังคมไว้ก็คือการวางเงื่อนไขให้ชายและหญิงมุสลิมแต่งงานกับคนที่มีความศรัทธาเหมือนกันทั้งนี้เพื่อที่จะป้องกันความแตกต่างแยกที่จะติดตามมาจากความคิดความเชื่อและการปฏิบัติที่แตกต่างกันในการดำรงชีวิตประจำวัน
ลองคิดดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นในครอบครัวถ้าหากสามีกินหมูในขณะที่ภรรยาไม่กินสามีกราบไหว้รูปปั้นบูชาหลากชนิดในขณะที่ภรรยานับถือพระเจ้าองค์เดียวในเดือนรอมฎอนขณะที่ภรรยาถือศีลอดสามีกลับกินเหล้าสูบบุหรี่แต่เมื่อสามีตายญาติสามีจะเอาศพไปเผาในขณะที่ภรรยาคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรและอื่น ๆ อีกมากมายแน่นอนท่ามกลางความขัดแย้งนี้ ลูกซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่ก็จะต้องได้รับการกระทบกระเทือนทั้งทางด้านความคิดและจิตใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หากจะพูดไปแล้วแทบจะร้อยทั้งร้อยชีวิตครอบครัวที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งนี้ไม่สามารถที่จะดำเนินไปได้ตลอดรอดฝั่งและมักจะจบลงด้วยการที่ต่างฝ่ายต่างต้องแยกทางกัน
ในอิสลามชีวิตมิได้จบแค่บนโลกนี้แต่ความตายเป็นเพียงการเริ่มต้นชีวิตจริงที่ถาวรหัวหน้าครอบครัวนอกจากจะมีหน้าที่เลี้ยงดูครอบครัวแล้วยังมีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องตัวเองและครอบครัวให้พ้นจากไฟนรกการแต่งงานในทัศนะของอิสลามคือการผูกพันชีวิตชายหญิงคู่หนึ่งเข้าด้วยกันเหมือนกับการผูกเส้นด้ายสองเส้นเข้าด้วยกันและไม่มีการผูกพันอันใดที่จะเหนียวแน่นไปกว่าการผูกพันด้วยความศรัทธาอันเดียวกัน เมื่อเป็นดังนี้ไม่ว่าจะถูกลมมรสุมแห่งชีวิตพัดกระหน่ำรุนแรงเท่าใดหากทั้งสองฝ่ายมีความศรัทธาผูกพันอย่างเหนียวแน่นแล้วชีวิตคู่ของคนทั้งสองก็จะไม่แยกขาดออกจากกันไม่ว่าจะถูกลมมรสุมพัดไปที่ไหนก็ตาม
อันที่จริงสำหรับอิสลามหากมีศรัทธาในศาสนาที่เหมือนกันแล้วพรมแดนแห่งเผ่าพันธุ์ ตระกูลหรือฐานะต่างหากที่ไม่มีเพราะอิสลามส่งเสริมให้มุสลิมแต่งงานกับคนต่างเผ่าต่างตระกูลหรือกับคนที่ไกลออกไปทั้งนี้เพื่อที่การแต่งงานจะได้กลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้มนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์หรือต่างตระกูลมีความใกล้ชิดกัน
บรรจง บินกาซัน : เขียน คัดลอกจาก: Thaiislamic.com
No comments:
Post a Comment